“สะบายดี”
มามะน้องๆ พี่ๆ เริ่มกันด้วยช็อทที่มักจะได้ติดกล้องมาเสมอเมื่อเดินทาง คือภาพสนามบิน
สงสัยเพราะคงเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเขียน travel journal (มั้งนะ)
เพราะภาพภาพเดียวแทนคำพูดสี่คำ -ที่บ้านพูดน้อยอ่ะ
อะไรนะ น้อยไปเหรอ
อ่ะ ได้ งั้นเอาเหตุผลตลาดๆ หน่อยก็ได้ ภาพเดียวแทนคำพูดพันคำก็ได้
ภาพด้านล่างนี้แทนเรื่องเล่า (พันคำ) เกี่ยวกับหลวงพระบาง ดังต่อไปนี้
คือลืมตาตื่นมาเช้าวันที่ 6 มกรา ที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาเริ่มทำงาน
หลังจากเซิ้งปีใหม่กันมาเป็นอาทิตย์ๆ
แต่ยัง เรายังไม่พอ เที่ยวต่อซะอย่างหน้าไม่อาย
งานการไม่คิดทำ คนมันมีสาระไง
ปีนี้อากาศก็เย็นปานนี้ ทำไปก็ไม่เห็นรุ่ง นอนดีกว่า
แต่เช้าวันที่หกต้องตื่นเช้าสิเนี่ย เพราะจะไปเที่ยวเมืองลาว
ไปแบบล่องลอยไม่รู้เหนือใต้อะไรเลย
แค่เผลอไผลตอบคำถามจารย์แดงว่าอยากไปเที่ยวคนเดียว นิ่งๆ
หลวงพระบางน่าจะดี หลังจากรำพึงออกไปเบาๆ เท่านั้น
จารย์แดงท่านจัดการจนสิ้นซาก เอ๊ย จัดการให้หมดทุกเรื่อง
(ก่อนออกเดินทางเขาลือกันว่าจารย์จองตั๋วกรุงเทพ-หลวงพระบางให้เรียบร้อยแล้ว
ก็ไม่ได้คิดอะไร มารู้ก่อนวันเดินทางว่าจองให้แค่ขาไป ไม่ได้จองขากลับให้
ลนลานจองเองแทบไม่ทัน)
ถึงสนามบินก็เช็คอินปกติ ไม่ได้หาข้าวกิน รำคาญราคาอาหารในสนามบินว่ามันจะแพงไปไหน
กินได้ เงินมี แต่เบื่ออ่ะ
พักนี้เบื่อคนโลภ คนบ้าเงิน
ออกจากเกทขึ้นรถลำเลียงไปสักครู่สั้นๆ เขาเอาผู้โดยสารมาปล่อยลงกลางลานบิน
ไหนอ่ะ เครื่อง ?
โอ้ว นั่นเอง นั่นเอง นึกว่ารถยาว ๆ อีกคันหนึ่ง ที่ไหนได้ น้องเค้าคือเครื่องบินนะตะเอ๊ง
นี่ไงปีก ดูดีๆ ดิ ปีกนะ สองข้างด้วย นี่เครื่องบิ้นนน.. ไม่ใช่วิสเปอร์นะ
ใหญ่กว่ารถบัสสองตอนนิสเดียวจริงๆ
อะไรยะ งง ก็เดินทางไปนอกประเทศทีไรไม่เคยใช้เครื่องเล็กมาก่อนเลย
ไม่ต้องอะไร แค่เชียงใหม่นี่ก็ 747 เข้าไปแล้ว
สมุย? ก็จริงอยู่ บินสมุยเขาใช้เครื่องเล็ก แต่คุ้นไง ไม่ว่ากัน
แต่นี่เดี้ยนไปลาวนะยะ ตั้งไกลนี่หน่า (ไม่ไกลหรอก วัดระยะแล้วประมาณเชียงรายเฉียงๆไปทางขวา)
คราวนี้เลยออกไปทางมึนๆ แต่มึนได้ไม่นาน คนขึ้นมาเต็มเครื่องเอี้ยดเลย
ทั้งหมดยกเว้นฉัน กับคณะคุณครูเกษียณวัยยายๆ อีกหกคน -เป็นฝรั่งและญี่ปุ่น
ฝรั่งบางคนหัวชนเพดานเครื่องป้ากก..เข้าให้ ข้าวของไม่มีที่จะวาง ดูเบียดเสียด
เอ้า เร็วเข้านะ ยืดย้วยอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่หมอชิตนะยะ
ให้บินเครื่องเล็กยั้งงง..ไม่พอ ยังจะช้าอีก
วอร์มอีกนานมั้ยใบพัดอ่ะ ใหญ่กว่าพัดลมที่บ้านนิดนึง
กว่าจะเอาเครื่องขึ้นได้ โอ้ยยย เร็วไปมั้ย นี่แปดโมงเช้าเองนะ ขึ้นซักบ่ายโมงสิค้า…
………………………………………
หารู้ไม่ ว่านี่แหละเป็นการเริ่มต้นความเป็นหลวงพระบาง
ตั้งแต่ขณะจิตที่ล้อเครื่องบินลอยพ้นรันเวย์แพงๆ กับเมทัลลิกลุคอันวาววับของสุวรรณภูมิ
เครื่องลอยตัวเอื่อยๆ เชิดขึ้นเบาๆ เกือบเศร้า แต่เปล่าเศร้านะ
เขาแค่ค่อยๆ พาคนในเครื่องไต่ระดับขึ้นไปไม่มาก
มองลงไปข้างล่าง อือม์ นั่นจานบินทองคำกลางทุ่งข้าว วัดธรรมกายสิคุณ จนบินผ่านปทุมธานีไปแล้ว
เครื่องก็ยังบินระดับเดิม ผ่านสระบุรี เห็นภูเขาหินปูนสีขาวที่เขาสกัดมาทำปูนซีเมนต์ตรงแก่งคอย
นั่นไงปากช่อง สาบานได้ว่าเห็นเขาใหญ่ ลำตะคอง ฯลฯ เรื่อยไปจนถึงอีสานซึ่งไม่คุ้นแล้ว
เลยบอกไม่ได้ว่าตรงไหนเป็นตรงไหน
ที่จริงเป็นเพราะสมาธิเสียไปกับกลิ่นอาหารเช้าที่ล่องลอยออกมาหอมฉุยอบอวลทั่วเครื่อง
ตามด้วยรถคาร์ทอาหาร กับรถคาร์ทเข็นเครื่องดื่มคันน้อยๆ มีเครื่องดื่มพื้นๆ แค่ไม่กี่ขวด
แอร์เด็กๆ เมคอัพบางๆ หน้าตายังไม่เชี่ยวมาก ท่าทางยังรักและมีความสุขกับงานมาก
ตั้งใจมาก อยากทำให้ ยิ้มจริงๆ จากใจดวงที่อยากเป็นแอร์สุดๆ
ตรงนี้ต้องชมบางกอกแอร์เวย์ส
พวกปสด. เอ๊ย ผดส.กินข้าวอุ่นๆ ต่อด้วยกาแฟครบชุด
อิ่มจัง-ตังค์ไม่เสียให้ร้านอาหารในสนามบิน
นี่พันคำหรือยังเนี่ย ? เขียนยาวแล้วนะ
ชั่วโมงนึงผ่านไปให้เคลิ้ม
ยกเปลือกตามองลงไปอีกทีก็เห็นลำน้ำสีน้ำตาลขนาดมหึมากับแก่งหินดินทรายสีโคลนข้างล่าง
เอาว้อยยย.. แม่น้ำโขงครับพี่น้อง แม่น้ำโขง
นู่น งั้นที่เห็นเนินเขาใหญ่น้อยลิบๆ อยู่นู่นก็ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ที่บรรพบุรุษเราเคยกลืนเลือดขอไว้
แต่ในที่สุดก็จำยอมยกให้ฝรั่งเศสไป มันถือว่ามีกองเรือรบ เอะอะก็จะปิดปากน้ำยิงถล่มวัดพระแก้ว
ไอ้เราหรือก็มีแต่ช้าง กับเรือสุพรรณหงส์ เฮ้อ
ประเทศบ้า เกิดมาทำได้แต่น้ำหอมยังจะมาหน้าด้านยึดดินแดนชาวบ้านเขา
เอาไปแล้วเป็นไงล่ะ ดูสิ ดูเข้าไป เดี๋ยวนี้ทั้งเขมร ลาว เวียดนาม เป็นไง
อยากได้นักใช่ไหม ได้แล้วทิ้งเขาไว้ยังไง
ถึงได้บอกว่าประเทศบ้า
………………………………..
เออ นะ ไม่เคยบินไฟล์ทสั้นๆ ด้วยเครื่องเล็กๆ ช้าๆ ยิ้มๆ ปริ่มๆเมฆอย่างวันนี้
มองฝ่าหมอกลงไป ข้างล่างเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนเขียวจัดด้วยป่าไม้หนาทึบ
แสงแดดยังอาบโลกตะวันออกนี้อย่างทั่วถึงและอบอุ่นอยู่
ให้ได้เห็น ได้ดู ได้คิดอะไรเพลินๆ สมกับที่ได้เดินทางเงียบๆ คนเดียว
ก็ไม่น่าจะต่างกับชีวิตนะ คนเราไม่ต้องบินสูง บินเร็วเสมอไปหรอก
บินผาดโผนกันจนไม่มีเวลารู้จักตัวเองเลย
ว่าชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ตายแล้ว
ถ้าใช้ชีวิตปกติ บางทีด้วยความช้าและความไม่สูงนัก
ยังมีเวลาได้เห็น ได้ชื่นชมรายละเอียดและความงดงามรอบข้างได้
ตราบเท่าที่ชีวิตยังดำเนินอยู่ทุกวัน
เหมือนที่มีคนเขียนไว้ว่า
“ปลายทางไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นทุกโมงยามที่ชีวิตเรายังมีอยู่ต่างหาก ที่เราควรเป็นสุขกับมัน”
ที่แท้เขาสร้างไฟล์ทนี้เพื่อเตรียมเราให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่ “Luang Prabang Mode” นั่นเอง
หลวงพระบาง เมืองน้อยที่ยูเนสโกจัดให้เป็นมรดกโลก
เพราะความชัดเจนกับตัวเอง อบอุ่น ง่าย และเป็นสุข
เอาละ คงครบพันคำแล้วนะ
มาถึงสนามบินหลวงพระบาง ขนาดประมาณโลตัสเอ็กซเพรสบ้านเราเนี่ยแหละ
กำลังหยิบพาสปอร์ตจะไปต่อแถวขอวีซ่าเข้าเมือง
ก็มีเจ้าหน้าที่ชายตัวเล็กๆ ลุคคล้ายๆ นักฟุตบอลไทย รุงรังนิดๆ
แต่อยู่ในเครื่องแบบตำรวจ ตม.เดินมาชี้ทางสว่างให้สั้นๆ
แต่ช็อก
“พาสปอร์ตไทยไปเข้าซ่องได้เลย”
ซ่อง = ช่องตรวจหนังสือเดินทาง
……………………………………………..
เสร็จออกจากซ่องก็เดินไปแลกเงิน ได้มาอย่างเยอะ อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 บาท ได้มา 242 กีบลาว
หิ้วเงินกันปวดแขนเลย
ออกมาเรียกแท็กซี่สนามบิน ซึ่งต้องซื้อคูปอง ถามว่าเท่าไหร่คะ?
เจ้าหน้าที่สาวน้อยนุ่งผ้าซิ่นยาวคลุมเข่า หน้าเหมือนยุ้ยจีระนันท์ ตอบมาเบาๆ
แต่ช็อกอีก
“ห้าหมื่นเจ้า”
นั่งแท็กซี่ (สองแถวแหละแต่นั่งคนเดียว ไฮโซนี่นา) มาตั้งครึ่งทางแล้วถึงถอนใจโล่งอก
ว่าเท่ากับสองร้อยบาท
…………………………..
จากหนามบินถึงถนนสายหลักกลางเมือง
ชื่อถนน “สีสะหว่าง-วง” ขนาดกว้างยาวประมาณถนนข้าวสารต่อกันสามท่อน
เรื่องราวแทบทั้งหมดของหลวงพระบางอยู่บนถนนสายนี้เอง
ถ้าเป็นชาวเราก็ต้องเรียกว่าถนนศรีสว่างวงษ์ แต่นี่ลาว บอกแล้วว่าง่ายๆ พูดง่าย
อ่านง่าย เขียนง่าย คิดง่าย มีความสุขง่ายๆ
ในเมื่ออ่านออกมาได้เสียงเดียวกัน จะพึ่งสันสกฤตไปทำไม ให้ ส.เสียงเดียวมันมีตั้ง 3 รูป - ส ศ ษ
สอนคนเดินทางอย่างเราๆ ว่าจะดิ้นรนไปหาพระแสงอะไร
ในเมื่อคิดอย่างลาว อยู่อย่างลาว ปลายทางก็ได้ความสุขเท่าๆกัน
แต่คนเรามักไม่คิดอย่างนั้นเพราะเราดูถูกคนที่สั่งสมวัตถุได้น้อยกว่า ชีวิตอลังการกว่า
เน้นแต่คุณภาพชีวิต ลืมคุณภาพจิตใจ
หารู้ไม่ คนลาวอาจจะสงสัยเราอยู่ลึกๆ ก็ได้ ว่าพัฒนาจนประเทศชาติยิ่งยงนัก
ว่าแต่ว่า แล้วคนไทยมีความสุขหรือเปล่าเอ่ย?
อิอิ
…………………………….
คนลาวสงบ ง่าย เป็นมิตร ซื่อ และมีเกียรติ
พูดถึงมีเกียรติ มีรุ่นพี่คนหนึ่งไปทำธุรกิจในลาว เขากำชับไว้เลยว่าถ้าจะ “พัวพัน”
(ภาษาลาว หมายถึงคบหา สัมพันธ์ เช่นกระทรวงการต่างประเทศ คือ”กะซวงกานพัวพันกับประเทดอื่น”)
ถ้าจะพัวพันกับชาวลาว ไม่ต้องไปทำตัวหนิทหนมแล้วแอ็บเท่ด้วยคำว่าบ้านพี่ – เมืองน้อง
เพราะเคยมีคนลาวเขาถามยิ้มๆ ว่า “ใครตั้งให้ไทยเป็นพี่ ? ทำไมจึงคิดว่าลาวเป็นน้องไทย ?”
เล่นเอาเหวอกันไป
ฮ่าๆๆๆ

หลังเอาของเข้าเก็บในบ้านพักแล้วออกเดินเที่ยว โดนเข้าให้กับร้านอาหารไฮโซหัวถนน
ที่มีเมอร์เซเดสรุ่นหัวแตงโมยืนยันความไฮโซอยู่ทนโท่
แต่สำหรับที่พักของเราไม่ได้ไฮโซ เขาสร้างเป็นเรือนหลังใหญ่ ชั้นล่างเดินเข้าไปเป็นห้องรับแขก
น้องหนุ่มลาวในลุคเหนือ-ขาว-หล่อ แนวบี้เดอะสตาร์โผล่หัวลุกกุก ๆ กัก ๆ ขึ้นมาจาก
ใต้โต๊ะลงทะเบียน
“ทานข้าวนะครับคุณพี่” เอ้อ ยังไงคะ ถึงพี่แก่พี่ก็เลือกนะคะ สวยเลือกได้ค่ะ
เข้ามาเนี่ย พี่จะเช็คอิน มาชวนดื้อๆ อ้าว มองลงไปแถวใต้โต๊ะมีน้องหญิงสองคนนั่งปั้นจิ้มยิ้มแต้อยู่
อ๋อ น้องเขาทานข้าวเที่ยงกัน เห็นแขกเดินเข้ามาก็ชวนทานข้าวก่อน เรื่องอื่นไว้ว่ากัน
โอ คนลาว เนาะ ซึ้ง

วิหารวัดเซียงคำ (เชียงคำ) ที่หนังสือท่องเที่ยวชอบนักที่จะแต่งตั้งว่าเป็น “ไฮไลท์” ของหลวงพระบาง
เอาเป็นว่าไม่ต้องไปคาดหวังมากว่าไฮไลท์แล้วจะต้องอย่างงุ้นอย่างงี้
คิดแค่เป็นวัดหลักของที่นี่เท่านั้นพอ แล้วจิตจะเป็นสุขกับความงาม ความง่าย อบอุ่นน่ารักแบบบ้านๆ

ผนังวิหารวัดเซียงทอง ที่ช่างลาวตัดกระจกปะติดปะต่อกันเป็นรูปต้นโพ
มีสัตว์หิมพานต์นานาชนิดรายล้อมอยู่
ศิลปะของลาวใช้เรื่องราว วิธีการ และวัสดุง่าย ซึ่งก็งามได้อย่างซื่อๆ ตรงๆ เรียบๆ และจริงใจ

วิหารพระบาง ในบริเวณเดียวกันกับวังที่ประทับของเจ้ามหาซีวิต
พระบางคือที่มาแห่งนามของ (นคร) หลวง (ที่มี) พระบาง (ประดิษฐานอยู่เป็นหลักชัย)
องค์พระบางนั้นที่จริงยังอยู่ในอาคารที่เคยเป็นวังหลวงแห่งเจ้ามหาชีวิต
เพราะ (ตามป้ายประกาศไว้ตรงๆว่า) วิหารในภาพยังสร้างไม่เสร็จเพราะ “บ่มีเงินสร้างต่อ”
หลังจากขึ้นไปกราบพระบางแล้วได้อ่านคร่าวๆ พบว่าประวัติของพระบางนั้น
เป็นพระพุทธรูปที่ชาวล้านช้างสร้างขึ้นมาเป็นคู่พร้อมกับพระแก้วมรกต
เรียกกันว่า ”พระแก้ว-พระบาง”
แต่ไทยไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเวียงจันทน์สู่กรุงเทพฯ
ลาวจึงเหลือเพียงพระบางองค์เดียว
เสียดายห้ามถ่ายภาพ

ทางขึ้นด้านหลัง สู่อาคารที่ประทับหรือวังของเจ้ามหาชีวิตหลายพระองค์
สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

รูปคนข้ามถนนยังสวมซิ่น มวยผม น่ารักที่สุด
ธรรมดาคงนุ่มนิ่มนวยนาด แต่เวลาข้ามถนนก็รู้จักกระวีกระวาด
ป้าย stop ก็มาในสำเนียงลาวแท้ ใครจะทำไม?

หลังคาผ้าใบสีสดสวยตัดกับบรรยากาศเมืองยามค่ำ
เต้นท์นับร้อยหลังเหล่านี้ ทางการจัดไว้ให้ชาวม้งเดินเท้าลงมาจากหมู่บ้าน
เพื่อเอาของเก่า งานผ้าปัก ภาพเขียนสีน้ำ เครื่องเงิน ฯลฯ มาขายใน “ตลาดมืด” ทุกคืน
บ่ายสามก็หอบเต้นท์มากันละ พรึ่บเดียวกลายเป็นถนนคนเดิน ในชื่อตลาดมืด
เปล่าๆ ไม่ได้ขายอะไรผิดกฏหมาย แต่มาตอนมืด ไม่เรียกตลาดมืดจะให้เรียกอะไร ?
เรียกไนท์บาร์ซาก็ไม่ใช่หลวงพระบางสิพี่
……………………………………………….
และตามตลาดนี่เองที่เราได้ฟังคำแบบ”ลาวๆ” ที่สะบายจัย
อย่างเวลาเดินผ่านแผงแบกะดิน พ่อค้า แม่ค้าหรือเด็กในแผงจะเงยหน้าขึ้นมองอย่างดีใจจริงๆ
ร้องรับว่า “มาแล๊วบ่??” ด้วยน้ำเสียงเดียวกับหน้า เล่นเอาคนฟังทั้งร้อยรู้สึกว่าตัวเองคือความหวัง
ประมาณว่ารอมาทั้งชีวิต วันนี้ได้เจอแล้ว มาแล้วววว.. ขนาดนั้น ไม่ลุกขึ้นโดดกอดก็บุญแล้ว
อีกคำคือ “ซ่อยบ่” แปลว่า “ช่วยหน่อยนะ” ทำนองนี้
ได้ยินแรกๆ ไม่กล้าสบตาคนถามเลย ทำเป็นก้มดูของ นั่นนี่ ไม่กล้าบอกเขาว่าเรา “ไม่ช่วยหรอก”
นี่ละหนา คำซื่อๆ ที่ทำใจละลายได้เลย
เปรียบกับพ่อค้าแม่ค้าไทย “ดูได้ค่ะพี่” อ้าวเหรอ นึกว่าดูแล้วจะเรียกตำรวจจับ
“ชอบตัวไหนสอบถามได้ค่ะ” โอว สอบถามได้ด้วย อือม์ ความรู้ใหม่
…………………………………..

เงาไม้ร่มรื่นบนผนังพิพิธภัณฑ์แห่งเจ้ามหาซีวิต สงบ นิ่ง สะบายดี นั่งพักใจได้เป็นชั่วโมงไม่เบื่อ
มองไปตามสนามใต้เงาไม้รอบตัวทั่วบริเวณวัง มีฝรั่งโดน”ยาสงบ”ลาว หลับใหลกันตามใต้ต้นไม้
แบบทนไม่ไหวจริงๆ อ่ะ ถึงกับป่อก
สถานที่ราชการทั่วไปมีแต่ภาษาฝรั่งเศสกับลาว อยู่วันเดียวก็อ่านลาวออกแล้ว อันนี้คือ
“พะแน๋กสาทาละนะสุก แขวงหลวงพะบาง” ลาวไม่มี ร.เรือ มี ล.เดียว
พยัญชนะลาวมียี่สิบสามตัวเอง น่ารักทั้งนั้น
ก.ไก่ อันนี้ไม่เป็นไร เหมือนกัน ข.ก็ขอไข่ ค.ควาย ก็เหมือนกัน
แต่ ง.งัว : ) จ.จอก ย.ยุง ต.ตา ท.ทุง (รูปธง) น.นก ฝ.ฝน พ.พู(เขา)
บ.แบ้ (รูปแพะ) ฟ.ไฟ ม.แมว ย.ยา ว.วี (แปลว่าพัดให้หายร้อน) ห.ห่าน
และสุดท้าย ฮ.เฮือน
บอกแล้วว่าน่ารัก

นากคู่ คิดถึงหนัง “สิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด”

อุตสาหกรรมการผลิตของขบเคี้ยว แผ่นกลมๆ ที่ตากโต้แดดและลมหนาวอยู่นั่นคือขนมบ้านๆ
ยอดนิยม “ข้าวเกรียบงา” เครื่องปรุงหาง่าย ทำง่าย ปิ้งง่าย ขายง่าย อร่อยดี ไม่มีสารกันบูด
บูดไม่ทัน ทำวันต่อวัน กินสนั่นทั้งเมือง

โรงหนัง ชื่อ”เสียงสะหวัน” เสียดายถ้ามีบัดดี้ไปด้วยคงได้เข้าไปชมกันสักรอบ ให้รู้กันไป

แม่น้ำคาน ไหลคู่ขนานกับถนนสีสะหว่าง-วง กันเลยทีเดียว น้ำคานไหลแยกจากน้ำโขงออกมาอีกที
ทำให้เกิดแหลมขึ้นตรงทางแยก เมืองหลวงพระบางอยู่บนแหลมแห่งนี้เอง
กลางแหลมมียอดเขาขนาดวัดจากบันไดขึ้นยอดคล้ายๆ ดอยสุเทพแหละ ประมาณสามร้อยขั้น
บนสุดเป็นวัดหลวง เรียกว่า “พูสี” (ภูศรี) เป็นจุดชมวิว
ขู่กันว่าถ้ามาหลวงพระบางแล้วไม่ขึ้นพูสี เท่ากับไม่ได้มา
ไม่ชอบให้ใครบังคับว่ะ เลยไม่ขึ้น
เหลืออะไรไว้ให้สงสัยบ้างก็ไม่เห็นตายเลยอ่ะ ยังสะบายดี

ตะลาดดาลา (ตลาดดารา) พารากอนแห่งหลวงพระบาง ว่ากันว่าหรูสุด

ป้ายกำหนดการแสดงงานตรงทางเข้ามิวเซียม อีกด้านของพิพิธภัณฑ์เจ้ามหาชีวิต
แม้แต่ในวังเองก็เรียบ ง่าย เงียบ สะอาด วัตถุจัดแสดงน้อยชิ้น
ชิ้นที่เป็นของสำคัญมากๆ ถ้ามองจากสายตาคนนอก ก็ไม่ใช่ของหายาก ทำยาก แพง
หรือซับซ้อนอะไร ส่วนมากเป็นของที่มีคุณค่าทางใจของเจ้าและคนที่นี่
เช่นบัลลังก์ ดาบ เครื่องยศ เตียงนอน ของขวัญจากผู้นำชาติต่างๆ ฯลฯ
สงสัยอยู่เหมือนกันว่าที่ไม่ได้มีอะไรจัดแสดงมากมาย เป็นเพราะที่นี่ไม่ใช่เวียงจันทน์
หลวงพระบางเป็นเมืองหลวงเก่า เหมือนเชียงใหม่
เวียงจันทน์เหมือนกรุงเทพฯ อยู่ภาคกลาง
ทางใต้มีเมืองหลักคือปากเซ รู้แค่นี้แหละ
เลยแอบคิดยิ้มๆ ว่าจะไปเวียงจันทน์
เจอกันอีกทีเมื่อไปได้นะจ๊ะ
ตลอดเวลาในหลวงพระบาง เมืองน้อยทำให้นึกถึงของขวัญจากเพื่อนรักคนหนึ่ง
ซึ่งหาสมุดสเก็ตช์ภาพของ มล.จิราธร จิรประวัติมาฝากตอนปีใหม่
คุณกบบอกว่า “คนเรา ถ้าเลือกที่จะไม่ยุ่งยากวุ่นวายนักก็น่าจะดีนะ ว่ามั้ยคุณนายปู
ดูอย่างรูปคุณโต แค่เส้นบาง ๆ ง่าย ๆ ก็สวยแล้ว ยิ้มได้ ไม่ต้องระบายสีด้วยซ้ำ”
ขอบจั๋ย
สะบายดี หลวงพระบาง
……………………………………………………..